มิตรแท้ มิตรเทียม

เมื่อมั่งมี มากมาย มิตรหมายมอง

เมื่อมัวหมอง มิตรมองเหมือนหมูหมา

เมื่อไม่มี มิตรเมิน ไม่มองมา

เมื่อมอด ม้วยหมูหมา ไม่มามอง

 

คนที่จะคบหา (มิตรแท้ – มิตรเทียม)
การคบเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญ มีผลต่อความเจริญก้าวหน้าและความเสื่อมของชีวิตอย่างมาก

จึงควรทราบหลักธรรมที่เกี่ยวกับเรื่องมิตรที่เป็นข้อสำคัญๆไว้

จะแสดงเรื่องคนที่ควรคบกับคนที่ไม่ควรคบ

และหลักปฏิบัติต่อกันระหว่างมิตรสหายดังต่อไปนี้

ก.มิตรเทียม พึงรู้จักมิตรเทียม หรือศัตรูในร่างของมิตร (มิตรปฏิรูปก์) 4 ประเภทดังนี้

1.คนปอกลอก ขนเอาของเพื่อนไปถ่ายเดียว มี 4ลักษณะ
     1. คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
     2. ยอมเสียน้อย โดยหวังจะเอาให้มาก
     3. ตัวมีภัย จึงมาช่วยทำกิจของเพื่อน
     4. คบเพื่อน เพราะเห็นแก่ประโยชน์

2. คนดีแต่พูด(วจีบรม) มีลักษณะ 4
     1. ดีแต่ยกหมดของหมดแล้วมาปราศรัย
     2. ดีแต่อ้างของยังไม่มีมาปราศรัย
     3.สงเคราะห์ด้วยสิ่งที่หาประโยชน์มิได้
     4. เมื่อเพื่อนมีกิจ อ้างแต่เหตุขัดข้อง

3. คนหัวประจบ(อนุปิยภาณี) มีลักษณะ 4
     1. จะทำชั่วก็เออออ
     2. จะทำดีก็เออออ
     3. ต่อหน้าสรรเสริญ
     4. ลับหลังนินทา

4. คนชวนฉิบหาย(อปายสหาย) มีลักษณะ 4
     1. คอยเป็นเพื่อนดื่มน้ำเมา
     2. คอยเป็นเพื่อนเที่ยวกลางคืน
     3. คอยเป็นเพื่อนเที่ยวดูการเล่น
     4. คอยเป็นเพื่อนไปเล่นการพนัน

ข. มิตรแท้ พึงรู้จักมิตรแท้ หรือมิตรด้วยใจจริง(สุหทมิตร) 4 ประเภทดังนี้

1. มิตรอุปการะ(อุปการก์) มีลักษณะ 4
     1. เพื่อนประมาท ช่วยรักษาเพื่อน
     2. เพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สินของเพื่อน
     3. เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้
     4. มีกิจจำเป็น ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก

2. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์(สมานสุขทุกข์) มีลักษณะ 4
     1. บอกความลับแก่เพื่อน
     2. รักษาความลับของเพื่อน
     3. มีภัยอันตรายไม่ละทิ้ง
     4. แม้ชีวิตก็สละให้ได้

3. มิตรแนะนำประโยชน์(อัตถักขายี) มีลักษณะ 4
     1. จะทำชั่วเสียหาย คอยห้ามปรามไว้
     2. แนะนำสนับสนุนให้ตั้งอยู่ในความดี
     3. ให้ได้ฟังได้รู้สิ่งที่ไม่เคยได้รู้ได้ฟัง
     4. บอกทางสุขทางสวรรค์ให้

4. มิตรที่มีใจรัก(อนุกัมปี) มีลักษณะ 4
     1. เพื่อนมีทุกข์ พลอยไม่สบายใจ (ทุกข์ๆ ด้วย)
     2. เพื่อนมีสุข พลอยแช่มชื่นยินดี (สุขๆ ด้วย)
     3. เขาติเตียนเพื่อน ช่วยยับยั้งแก้ไข
     4. เขาสรรเสริญเพื่อน ช่วยพูดเสริมสนับสนุน

ค. มิตรต่อมิตร พึงสงเคราะห์อนุเคราะห์กัน ตามหลักปฏิบัติในฐานะที่เป็นเสมือนทิศเบื้องซ้าย ดังนี้
- พึงปฏิบัติต่อมิตรสหาย ดังนี้
1. เผื่อแผ่แบ่งปัน
2. พูดจามีน้ำใจ
3. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
4. มีตนเสมอ ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วย
5. ซื่อสัตย์จริงใจ

- มิตรสหายอนุเคราะห์ตอบ ดังนี้
1. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาป้องกัน
2. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรัษาทรัพย์สมบัติของเพื่อน
3. ในคราวมีภัย เป็นที่พึ่งได้
4. ไม่ละทิ้งในยามทุกข์ยาก
5. นับถือตลอดถึงวงศ์ญาติของมิตร

จาก หนังสือธรรมนูญชิวิต พุทธจรยธรรมเพื่อชิวิตที่ดีงาม ของ พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

 

 

กัลยาณมิตรธรรม ๗ (องค์คุณของกัลยาณมิตร, คุณสมบัติของมิตรดีหรือมิตรแท้ ) 


คือท่านที่คบหรือเข้าหาแล้วจะเป็นเหตุให้เกิดความดีงามและความเจริญ ในที่นี้มุ่งเอามิตรประเภทครูหรือพี่เลี้ยงเป็นสำคัญ — qualities of a good friend)

๑. ปิโย (น่ารัก ในฐานเป็นที่สบายใจและสนิทสนม ชวนให้อยากเข้าไปปรึกษา ไต่ถาม — lovable; endearing)

๒. ครุ (น่าเคารพ ในฐานประพฤติสมควรแก่ฐานะ ให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เป็นที่พึ่งใจ และปลอดภัย
— estimable; respectable; venerable)

๓. ภาวนีโย (น่าเจริญใจ หรือน่ายกย่อง ในฐานทรงคุณคือความรู้และภูมิปัญญาแท้จริง ทั้งเป็นผู้ฝึกอบรมและปรับปรุงตนอยู่เสมอ ควรเอาอย่าง ทำให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ
— adorable; cultured; emulable)

๔. วตฺตา จ (รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไรอย่างไร คอยให้คำแนะนำว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี — being a counsellor)

๕. วจนกฺขโม
(อดทนต่อถ้อยคำ คือ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาซักถามคำเสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์ อดทน ฟังได้ไม่เบื่อ ไม่ฉุนเฉียว
— being a patient listener)

๖. คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา (แถลงเรื่องล้ำลึกได้ สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อน ให้เข้าใจ และให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป
— able to deliver deep discourses or to treat profound subjects)

๗. โน จฏฺาเน นิโยชเย (ไม่ชักนำในอฐาน คือ ไม่แนะนำในเรื่องเหลวไหล หรือชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย
— never exhorting groundlessly; not leading or spurring on to a useless end)

A.IV.31. องฺ.สตฺตก.๒๓/๓๔/๓๓.

About these ads
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ไม่มีหมวดหมู่ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ มิตรแท้ มิตรเทียม

  1. ปลาทองขี้ลืม พูดว่า:

    อ่านมา 3 รอบแล้ว ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยาก ไม่เหมาะที่จะนำมาบทความนี้มาใช้วิเคราะห์มิตรเป็นรายๆ ไป ตราบใดที่เรายังมีอายตนะภายในทั้ง 6 ที่ปรุงแต่งไปตามที่เราอยากให้เป็น เราเองก็ไม่ควรตัดสินใครได้ แม้กระทั่งตัดสินว่าตัวเองเป็นมิตรประเภทไหน ต่อผู้ไหนบ้างแต่บทความนี้มีความหมายในแง่ของการนำไปเป็นข้อมูลในการให้น้ำหนักในแง่ของความไว้วางใจได้ของมิตร………………………………………………………………..อ่านถึงเรื่องกัลยาณมิตรธรรม 7 พบว่ามีมิตรที่เข้าข่ายเป็นครู 1 คน จริงๆ อาจมีมากกว่านั้น แต่ต้องยอมรับว่า 1 คนนี้ ก็มีค่าเกินกว่าจะประเมินได้ …………………………………………………….แก้วที่เติมน้ำไม่เคยเต็ม…..เหมือนคนที่กระหายใคร่จะเรียนรู้อย่างไม่จบสิ้น…..อาจารย์คงจะเหนื่อยกับการเติมน้ำให้แก้วใบนั้น แต่อย่างน้อย ก็คงไม่เหนื่อยเปล่าเสียทีเดียว แต่อยากถามว่า หากอาจารย์ต้องเติมน้ำให้กับแก้วที่มีน้ำเต็มแก้วอยู่เสมอ (ด้วยเมตตาจำเป็นต้องเติมให้ได้) จะต้องทำอย่างไร ….จึงจะเติมน้ำใหม่ได้สำเร็จ โดยที่น้ำไม่ล้นแก้วออกมาให้เสียดายไปเปล่าๆ ถามจริงๆ ค่ะ อยากรู้จริงๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s