ฐานอำนาจ

 

อำนาจ เป็นคำที่คุ้นหู คุ้นเคยและถูกใช้ไปในทางดีก็ได้ทางร้ายก็ได้ รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง

บางครั้งเราเป็นผู้ถูกกระทำจากอำนาจนั้นด้วย อย่างเต็มใจหรือไม่เต็มใจ ตามแต่สถานการณ์

อำนาจที่ชินตาและเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไป มักจะเป็นอำนาจที่ได้มาตาม กฎหมาย

หรือไม่ก็ตำแหน่งหน้าที่ ออกแนวๆแข็งกระด้างหน่อย

อันที่จริงการจะทำงานให้รุล่วงนั้นมักทำกันเป็นทีมหรือหลายคน

บางคราวต้องอาศัย พึ่งพิง แอบอิง….สรรพัด ซึ่งงานจะออกมาดีหรือไม่ ทันเวลาหรือไม่ สำเร็จหรือไม่ 

การจัดการอำนาจมีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะงานใหญ่ งานสำคัญๆ

แต่อะไรก็คืออำนาจ อำนาจเกิดจากอะไร ทุกคนหรือแต่ละคนมีอำนาจอย่างไร เสริมสร้างอย่างไร

อำนาจต้องอาศัยฐานในการเกิด จึงต้องเรียนรู้ว่าฐานอำนาจทั่วไปมีกี่ฐาน

เรื่องนี้มีในตำราเรียน น่าจะเกี่ยวกับรัฐศาสตร์ รายละเอียดคงต้องหาอ่านตามอัธยาศรัย

 

อำนาจ นิยามง่ายๆ คือ อะไรก็ตามที่ทำให้บุคคลที่เราต้องการให้เขายอมทำในสิ่งที่เราต้องการ 

แหล่งกำเนิดอำนาจ มีประมาณ 9 ฐาน

1.       การใช้พละกำลัง (Force)

2.       การให้รางวัล (Rewards)

3.       ความรอบรู้, ความเชี่ยวชาญ, ความชำนาญ (Expertise)

4.       ความน่ารัก น่าเชื่อถือ (Charm/Attractiveness) 

5.       อำนาจหน้าที่ (Authority)

6.       การเข้าถึงบุคคลที่มีอำนาจ (Access to Person Powerful)

7.       รู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นความลับ (Access to Information Significant / Confident)

8.       การเข้าถึงทรัพยากร (Access Facility /Resources)

9.       ความสัมพันธ์ (Relationship)

การใช้อำนาจเหล่านี้ จะผสมผสานกันไป ไม่ต้องมีลำดับขั้นการใช้ แต่ต้องใช้ให้ถูกกาลเทศะ

และสิ่งที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับอำนาจและฐานอำนาจนั้น คือ พรหมวิหารสี่ และความอ่อนน้อมถ่อมตน

 

อนึ่ง ผู้ที่ใช้อำนาจหรือมีอิทธิพลต่อผู้อื่นให้กระทำการใดๆด้วยความเต็มใจ จึงจะถูกเรียกได้ว่า ผู้นำ

 

ตัวอย่างบทความที่มีคนช่วยส่งมาให้ตามที่ในข้อความคิดเห็นข้างล่าง…………….

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ไม่มีหมวดหมู่ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

3 ตอบกลับที่ ฐานอำนาจ

  1. Visutr พูดว่า:

    ฐานอำนาจ ทั้ง 9 ในสมัยเรียน MBA เนื้อหาส่วนที่อาจารย์ให้ความสำคัญมากเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของความเข้าใจการใช้ อำนาจ (Power) สมัยเรียนเราก็เพียงแต่ ท่องจำ อ่านเลยผ่านไป จนมาทำงานจึงนึกเสียใจที่ตัวเองไม่ตั้งใจเรียนให้ถ่องแท้ ปัญหาในการทำงานจึงมากมาย กว่าจะคลำถูกจุดก็เล่นเอาเหนื่อย และปัญหาที่กล่าวมานั้น ก็คือ ปัญหาในการใช้ให้คนอื่นทำ ในสิ่งที่เราต้องการ ก่อนอื่นต้องเข้านิยามของ คำว่า อำนาจ เสียก่อน ซึ่งนิยามนั้นง่ายมาก คือ อะไรก็ตามที่ทำให้บุคคลที่เราต้องการให้เขายอมทำในสิ่งที่เราต้องการ เช่น บุคคลที่ 1 กระทำอะไรก็ตามที่ทำให้ บุคคลที่ 2 ยอมทำตาม หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้เป็นที่ถูกใจของบุคคลที่ 1 ซึ่งสถานการณ์นี้ คือ บุคคลที่ 1 ทำการใช้อำนาจเหนือ บุคคลที่ 2 และบุคคลที่ 2 ยอมรับอำนาจของบุคคลที่ 2 และสิ่งที่ทำให้บุคคลอื่นยอมทำในสิ่งที่เราต้องการ เราจึงเรียกมันว่า ฐานอำนาจ ทั้ง 9 แหล่ง ซึ่งมีดังนี้ ต่อไปนี้ คือ 1. การใช้พละกำลัง (Force)2. การให้รางวัล (Rewards)3. ความรอบรู้ , ความเชี่ยวชาญ, ความชำนาญ (Expertise)4. ความน่ารัก น่าเชื่อถือ (Charm/Attractiveness) 5. อำนาจหน้าที่ (Authority)6. การเข้าถึงบุคคลที่มีอำนาจ (Access to Person Powerful)7. รู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นความลับ (Access to Information Significant / Confident)8. การเข้าถึงทรัพยากร (Access Facility /Resources)9. ความสัมพันธ์ (Relationship) เวลาเราเรียนรู้ทฤษฏีนั้นแสนจะง่าย แต่เวลาในชีวิตจริงนั้น กลับสลับซับซ้อน ดังเช่น เหตุการณ์ ที่จะกล่าวถึงในต่อไปนี้ นายมารุต เป็นวิศวกรดาวรุ่ง จบปริญญาโทจาก อเมริกา อายุก็ไม่มาก เพียง 26 ปี เขาเป็นคนที่ท่านประธานบริษัทถูกใจมาก จึงซื้อตัวมาจากบริษัทคู่แข่ง วันแรกที่เขามาทำงาน ท่านประธานได้ชื่นชมความเก่งของเขาให้ทีมงานฟัง เพื่อหวังว่าทุกคนจะได้ยอมรับ และ ชื่นชมเขาเหมือนที่ท่านประธานรู้สึก ซึ่งนายมารุตเองก็รู้สึกภูมิใจ ยิ้มแย้มแจ่มใสในวันนั้น และท่านประธานก็ได้ให้มอบหมาย งานสำคัญ คือ ปรับปรุงผลผลิตให้เพิ่มขึ้น 50% ภายใน 6 เดือน และลด defect ลงจาก 14% ให้ลดลงเหลือ 3% ภายใน 3 เดือน ด้วยความไฟแรงของนายมารุต เขาได้ทุ่มเท เก็บข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา จนพบสาเหตุของปัญหา และได้ทำการวางแผนงาน เพื่อเตรียมแก้ไขปัญหาของทั้งระบบ และเมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน นายมารุต ได้มายื่นใบลาออกกับฝ่ายบุคคล จึงทำให้เกิดเรื่องใหญ่มาก เพราะท่านประธานรักและโปรดปราน นายมารุต มาก และจากการทำ Exit Interview เขาตอบแต่เพียงว่า เขาไร้ซึ่งความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาของโรงงาน จึงมาขอลาออก แต่จากข้อมูลวงไหนของท่านประธาน ก็ทราบดีกว่า ปัญหา ของนายมารุต นั้น คืออะไร ท่านประธานจึงยับยั้งการลาออกของนาย มารุต โดยบอกว่า ถ้าอยู่ต่ออีก 3 เดือน ตัวเขานั้นจะได้รับประโยชน์ในการเรียนรู้จุดผิดพลาดที่เกิดขึ้น และนั่นเป็นจุดที่ นายมารุต และ ผมได้โคจรมาพบกัน ผมถูกเรียกตัวมาจาก Plant 1 ให้มาเป็นที่ปรึกษา กับทีมงานใหม่ของ Plant 2 โดยมีเป้าหมายให้สามารถ setup ระบบให้เดินไปตามแผนงานที่กำหนดให้ได้ภายใน 3 เดือน โดยส่วนตัวแล้วผมอายุมากกว่านายมารุต ปี ครึ่ง ซึ่งครั้งแรกที่พบกันนั้น นายมารุตเองก็ไม่ได้ยอมรับในตัวผมสักเท่าใด นัก ผมใช้เวลา 2 สัปดาห์ ในการตรวจสอบปัญหาทั้งหมด ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ปัญหานั้นมาจากอะไรบ้าง ดังนั้น ในการประชุมในสัปดาห์ถัดมา ผมได้ขอ นายมารุตว่า ผมจะเป็นคน Run การประชุมเอง และตลอดสัปดาห์ นายมารุต จะต้องทำงานประกบกับผมตลอดเวลา ซึ่งการดำเนินงานตามแผนงานนั้น กลับรุดหน้าไปด้วยความเร็วสูงมาก ดังนั้นผมจึงถามนายมารุตว่า ผมกับคุณ ได้ทำอะไรต่างกันบ้าง หรือ มีอะไรต่างกันบ้าง ? นายมารุตนั้นสรุปเคล็ดลับของผมนั้นมี 3 ข้อ คือ1. ผมใช้การติดสินบน พนักงานให้ทำงานให้ 2. ผมใช้อำนาจในการลงโทษผู้ที่ละเมิด ถึงขั้นพักงาน ไปหลายคน3. ผมใช้การติดตามงานทุกจุด ตลอดเวลาแทบไม่ได้นั่งเลย แล้วนายมารุตก็ถามกลับว่า แล้วในมุมมองของผมนั้นมองอย่างไร ? ผมก็เลยสาธยายให้เขาฟังว่า ความแตกต่างของผมกับเขานั้น มีดังต่อไปนี้ คือ 1. ผมปั่นจักรยานมาทำงานที่โรงงาน ส่วนคุณขับ BMW มาทำงาน มันทำให้พนักงานไม่รู้สึกเป็นพวกเดียวกับคุณ ( เขาทำลายโอกาสที่จะสร้าง ฐานอำนาจ ข้อ ความสัมพันธ์ ) 2. ผมใส่เสื้อ shop แต่คุณใส่เชิ๊ต ผูกไทด์ ซึ่งเดิมทีคุณอยู่บริษัทฝรั่ง มีลูกน้องหลายคน แค่วางแผน คุณอาจจะแต่งตัวแบบนี้ได้ แต่ที่นี่ มันโรงงานคนไทย โรงเรียนเล็กๆ มันไม่เข้ากันเลย มันยิ่งตอกย้ำให้พนักงานกับคุณนั้นยิ่งห่างเหินกัน ( เขาทำลายโอกาสที่จะสร้าง ฐานอำนาจ ข้อ ความสัมพันธ์ ) 3. คุณนั่งแต่ในห้องแอร์ ไม่ค่อยได้เดินโรงงาน ก็ยิ่งทำให้คุณแปลกแยกกับพวกเขามากขึ้นไปอีก ( เขาทำลายโอกาสที่จะสร้าง ฐานอำนาจ ข้อ ความสัมพันธ์ )4. ผม ไม่ได้ติดสินบน พวกพนักงาน แต่ผมสัญญาว่า ถ้าพวกเขาทำได้ในสิ่งที่ผมต้องการ ผมจะเลี้ยงหมูหันพวกเขา ตัวนึง เพื่อทำให้พวกเขารู้สึกสนุกกับงาน และเมื่อผมได้ร่วมวงกินหมูหันแก้มเหล้าแล้วล่ะก้อ ผมจะสนิทกับพวกเขาได้เร็วขึ้น ส่วนคุณขับรถหรูกลับบ้าน ( เขาไม่ใช้ ฐานอำนาจ ข้อ การให้รางวัล มาช่วยในการทำงาน ) 5. ผมเดินโรงงานตลอดเวลา เพื่อจะได้รับรู้ว่า แผนงานที่วางไว้นั้น มีจุดไหนบ้างที่เกิดปัญหา ผมจะได้เข้าไปแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเมื่อผมแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ทันท่วงที ผมก็จะได้รับการยอมรับในฝีมือ ( เขาไม่ใช้ การเดินสร้าง ฐานอำนาจ ข้อ ความรอบรู้ , ความเชี่ยวชาญ, ความชำนาญ) 6. ผมจะไม่ยอมรับพนักงานที่ไม่ทำงานตามแผน เดินลอยหน้าลอยตา เย้ยคนที่ทำงาน ผมต้องจัดการพวกเขาตามอำนาจหน้าที่ที่ผมมี ซึ่งการลงโทษคนผิด ก็คือ การให้รางวัลความพึงพอใจให้กับคนที่ทำดีนั่นเอง ซึ่งการที่คุณไม่ได้อยู่หน้างานตลอดเวลา มันทำให้คุณไม่รู้ว่าใครไม่ทำงาน และเมื่อคนไม่ทำงานแล้ว ไม่เห็นโดนลงโทษอะไรเลย พวกที่ทำงานก็จะพลอยทยอยเลิกทำงานไปด้วย ( เขาไม่อยู่หน้างาน ทำให้เขาไม่รู้จังหวะการใช้ ฐานอำนาจ ข้อ อำนาจหน้าที่) 7. เวลาเข้าประชุมผมไม่เคยเชิญ ท่านประธานมาเข้าประชุม เพราะปกติท่านไม่ค่อยเข้าประชุมประจำสัปดาห์อยู่แล้ว และการที่คุณเชิญท่านเข้ามา ก็ยิ่งทำให้พนักงานไม่ชอบหน้าคุณเข้าไปอีก ( เขาใช้ ฐานอำนาจ การเข้าถึงผู้มีอำนาจ แต่หารู้ไม่ว่า เขาได้ทำลาย ฐานอำนาจ ข้อ ความสัมพันธ์) 8. ช่วงพัก คุณขับรถไปกินข้าวข้างนอก ส่วนผมนั่งกินข้าวกับคนงาน ถามไถ่ปัญหาของพวกเขา ถามถึงครอบครัวของพวกเขา มันทำให้ผมรู้ว่าพวกเขาเป็นอย่างไร ส่วนคุณไม่รู้อะไรเลย ( เขาทำลายโอกาสที่จะสร้าง ฐานอำนาจ ข้อ ความสัมพันธ์ ) ซึ่งวันนั้นผมก็พูดตรงๆ ตามสไตล์วิศวกรเหมือนกัน นายมารุตก็ดูจ๋อยๆ และผมก็ปลอบใจเขาว่า สิ่งที่คุณแตกต่างจากผมยังมีอีกข้อหนึ่ง ที่คุณเลียนแบบผมไม่ได้ คือ ผมเป็นคนเก่า ได้รับการยอมรับจากทีมงาน plant 1 มาแล้ว แม้ plant นี้จะเป็นคนละ plant แต่ทีมงานหลักนั้นล้วนมาจาก plant 1 ซึ่งให้การยอมรับ และสนิทชิดเชื้อกับผมอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงทำงานตามที่ผมบอกเขาโดยง่าย วันนั้นนายมารุตจึงถามผมว่า เขายังไม่รู้อะไรบ้าง แล้วขอให้ผมสอนเขา และวันนั้นผมได้สอนเขาเรื่องของ ฐานอำนาจ ทั้ง 9 แหล่ง วันนั้นผมได้เล่าการใช้ ฐานอำนาจ ในครั้งที่ผมเข้าทำงานที่นี่ใหม่ๆ ว่า สำหรับผมนั้นเข้าทำงานที่นี่ตั้งแต่อายุ 24 เมื่อเข้ามาใหม่ๆก็ไม่มีคนยอมรับ ดังนั้น ฐานอำนาจ อันดับแรกที่ผมใช้ คือ ฐานอำนาจ ข้อ ความรู้ ความชำนาญ และใช้พร้อมกับ ฐานอำนาจ ข้อ อำนาจหน้าที่ เพื่อทำการคุมคนให้เดินไปตามแผน และการเดินนั้น จะเป็นการตอกย้ำ ฐานอำนาจ ข้อ ความรู้ ความชำนาญของเราให้เข็มแข็งขึ้น ในขณะเดียวกันฐานอำนาจ ข้อ ความสัมพันธ์ ก็เริ่มเกิดขึ้น และเมื่อผลงานเข้าตาผู้บริหาร ผู้บริหารเรียกใช้มากขึ้น ฐานอำนาจ ข้อ การเข้าถึงบุคคลที่มีอำนาจ ในสายตาของพนักงานก็เกิดขึ้น และเมื่ออยู่ยาวนานขึ้น ได้แสดงความจงรักภักดี ทุ่มเทให้กับองค์กร ฐานอำนาจ ข้อ การรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นความลับ และการเข้าถึงทรัพยากร ก็มักจะมากขึ้นจนใช้ประโยชน์ได้ เพราะผู้บริหารให้ความไว้ใจ และเมื่อ ฐานอำนาจ ข้อ การเข้าถึงทรัพยากรเกิดแล้ว การขออนุมัติต่างๆ รวมถึงการขออนุมัติรางวัลก็ทำได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ฐานอำนาจ ข้อ การให้รางวัลจึงเกิด แต่ถ้าหากเราอยากให้ ฐานอำนาจ ข้อ การให้รางวัลเกิดเร็วขึ้น เราต้องยอมควักเนื้อตัวเอง ส่วน ฐานอำนาจ อีกสองข้อ ผมไม่เคยใช้ คือ ข้อ การใช้พละกำลังเข้าข่มขู่ให้เขาทำ และ ข้อ ของการใช้ความน่ารัก น่าเสน่หา ยิ่งไม่เข้ากับผมเลย ซึ่งโดยส่วนใหญ่ข้อนี้ ผู้หญิง จะเป็นผู้ใช้ ผมสรุปให้ นายมารุต ฟังว่า ฐานอำนาจ นั้นไม่มีรูปแบบการใช้ที่แน่ชัด แต่เราต้องรู้ว่า ฐานอำนาจ นั้นมีกี่แหล่ง และที่สำคัญที่สุด คือ ต้องรู้ ต้องเข้าใจถึงวิธีการสร้าง ฐานอำนาจ เหล่านั้น เพราะมิฉะนั้น แล้ว เราจะไม่มีที่ให้ยืนอยู่ในองค์กรได้

  2. Visutr พูดว่า:

    ถือโอกาส ชักชวนเข้าหลักธรรมบางเรื่อง สำหรับคนที่หลงทางเข้ามา เพิ่มความเข้าใจ อำนาจและฐานอำนาจขอให้ค้นหา คำว่า จิตและเจตสิก จะได้เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับจุดยืนของตน

  3. namtao @^.^@ พูดว่า:

    เข้าใจนะ เข้าใจ ข้อ 4 ใช้บ่อย เพราะมีอยู่แล้ว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s