จริต 6

จริต 6 ประเภท

คำว่า "จริต" ในที่นี้หมายถึงสภาวะจิตของคนตามธรรมชาติจากการแบ่งจริตมนุษย์เป็น ๖ ประเภทใหญ่ๆ

1.ราคะจริต คือสภาวะจิตที่หลงติดในรูป รส กลิ่น เสียงและสัมผัสจนเป็นอารมณ์

2.โทสะจริต หรือสภาวะจิตที่โกรธง่าย ฉุนเฉียวง่าย เพียงพูดผิดสักคำ ได้เห็นดีกัน

3.โมหะจริต หรือจิตที่มักอยู่ในสภาพง่วงเหงาหาวนอนหรือซึมเศร้าเป็นอาจิณ

4.วิตกจริต หรือสภาวะจิตที่กังวล สับสนและวุ่นวายฟุ้งซ่านแทบทุกลมหายใจ

5.ศรัทธาจริต คือสภาวะจิตที่มีปรัชญาหรือหลักการของตัวเองและพยายามผลักดันให้ตัวเองและผู้อื่นบรรลุถึงจุดหมายนั้น

6.พุทธิจริต คือสภาวะจิตที่เน้นการใช้ปัญญาในการไตร่ตรอง คิดหาเหตุหาผลมาแก้ปัญหาต่างๆในชีวิต ทั้งชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน รวมทั้ง มีความสนใจ เรื่องการยกระดับและพัฒนาจิตวิญญาณ

ราคะจริต

ลักษณะ บุคลิกดี มีมาด น้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะ ติดในความสวย ความงาม ความหอมความไพเราะ ความอร่อย ไม่ชอบคิด แต่ช่างจินตนาการเพ้อฝัน จุดแข็ง มีความประณีตอ่อนไหว และละเอียดอ่อน ช่างสังเกตุเก็บข้อมูลเก่ง มีบุคลิกหน้าตาเป็นที่ชอบและชื่นชมของทุกคนที่เห็น วาจาไพเราะ เข้าได้กับทุกคน เก่งในการประสานงาน การประชาสัมพันธ์และงานที่ต้องใช้บุคลิกภาพ

จุดอ่อน ไม่มีสมาธิ ทำงานใหญ่ได้ยาก ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่มีความเป็นผู้นำ ขี้เกรงใจคน ขาดหลักการ มุ่งแต่บำรุงบำเรอผัสสะทั้ง 5 ของตัวเอง คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ชอบพูดคำหวานแต่อาจไม่จริง อารมณ์รุนแรงช่างอิจฉา ริษยา ชอบปรุงแต่ง

วิธีแก้ไข พิจารณาโทษของจิตที่ขาดสมาธิ ฝึกพลังจิตให้มีสมาธิเข้มแข็ง หาเป้าหมายที่แน่ชัดในชีวิต พิจารณาสิ่งปฏิกูลต่างๆของร่างกายมนุษย์เพื่อลดการติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

โทสะจริต

ลักษณะ จิตขุ่นเคือง โกรธง่าย คาดหวังว่าโลกต้องเป็นอย่างที่ตัวเองคิด พูดตรงไปตรงมา ชอบชี้ถูกชี้ผิด เจ้าระเบียบ เคร่งกฎเกณฑ์ แต่งตัวประณีต สะอาดสะอ้าน เดินเร็ว ตรงแน่ว

จุดแข็ง อุทิศตัวทุ่มเทให้กับการงาน มีระเบียบวินัยสูง ตรงเวลา วิเคราะห์เก่ง มองอะไรตรงไปตรงมา มีความจริงใจต่อผู้อื่นสามารถพึ่งพาได้ พูดคำไหนคำนั้น ไม่ค่อยโลภ

จุดอ่อน จิตขุ่นมัว ร้อนรุ่ม ไม่มีความเมตตา ไม่เป็นที่น่าคบค้าสมาคมของคนอื่น และไม่มีบารมี ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างวจีกรรมเป็นประจำ มีโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย

วิธีแก้ไข สังเกตดูอารมณ์ตัวเองเป็นประจำ เจริญเมตตาให้มากๆ คิดก่อนพูดนานๆ และพูดทีละคำ ฟังทีละเสียง อย่าไปจริงจังกับโลกมากนัก เปิดใจกว้างรับความคิดใหม่ๆ พิจารณาโทษของความโกรธต่อความเสื่อมโทรมของร่างกาย

โมหะจริต

ลักษณะ ง่วงๆ ซึมๆ เบื่อๆ เซ็งๆ ดวงตาดูเศร้าๆ ซึ้งๆ พูดจาเบาๆ นุ่มนวลอ่อนโยน ยิ้มง่าย อารมณ์ ไม่ค่อยเสีย ไม่ค่อยโกรธใคร ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ชอบทำตัวเป็นจุดเด่น เดินแบบขาดจุดมุ้งหมาย ไร้ความมั่นคง

จุดแข็ง ไม่ฟุ้งซ่าน เข้าใจอะไรได้ง่ายและชัดเจน มีความรู้สึก มักตัดสินใจอะไรได้ถูกต้อง ทำงานเก่ง โดยเฉพาะงานประจำ ไม่ค่อยทุกข์หรือเครียดมากนัก เป็นคนดี เป็นเพื่อนที่น่าคบ ไม่ทำร้ายใคร

จุดอ่อน ไม่มีความมั่นใจ มองตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง โทษตัวเองเสมอ หมกมุ่นแต่เรื่องตัวเองไม่สนใจคนอื่น ไม่จัดระบบความคิด ทำให้เสมือนไม่มีความรู้ ไม่มีความเป็นผู้นำ ไม่ชอบเป็นจุดเด่น สมาธิอ่อนและสั้นเบื่อง่าย อารมณ์อ่อนไหวง่ายใจน้อย

วิธีแก้ไข ตั้งเป้าหมายชีวิตให้ชัดเจน ฝึกสมาธิสร้างพลังจิตให้เข้มแข็ง ให้จิตออกจากอารมณ์ โดยจับการเคลื่อนไหวของร่างกาย หรือเล่นกีฬา แสวงหาความรู้ และต้องจัดระบบความรู้ความคิด สร้างความแปลกใหม่ให้กับชีวิต อย่าทำอะไรซ้ำซาก

วิตกจริต

ลักษณะ พูดเป็นน้ำไหลไฟดับ ความคิดพวยพุ่ง ฟุ้งซ่านอยู่ในโลกความคิด ไม่ใช่โลกความจริง มองโลกในแง่ร้ายว่าคนอื่นจะเอาเปรียบกลั่นแกล้งเรา หน้าจะบึ้ง ไม่ค่อยยิ้ม เจ้ากี้เจ้าการ อัตตาสูงคิดว่าตัวเองเก่ง อยากรู้อยากเห็นไปทุกเรื่อง ผัดวันประกันพรุ่ง

จุดแข็ง เป็นนักคิดระดับเยี่ยมยอด มองอะไรทะลุปรุโปร่งหลายชั้น เป็นนักพูดที่เก่ง จูงใจคน เป็นผู้นำหลายวงการ ละเอียดรอบคอบ เจาะลึกในรายละเอียด เห็นความผิดเล็กความผิดน้อยที่คนอื่นไม่เห็น

จุดอ่อน มองจุดเล็กลืมภาพใหญ่ เปลี่ยนแปลงความคิดตลอดเวลา จุดยืนกลับไปกลับมา ไม่รักษาสัญญา มีแต่ความคิด ไม่มีความรู้สึก ไม่มี วิจารณญาณ ลังแล มักตัดสินใจผิดพลาด มักทะเลาวิวาท ทำร้ายจิตใจ เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น มีความทุกข์ เพราะเห็นแต่ปัญหา แต่หาทางแก้ไม่ได้

วิธีแก้ไข เลือกความคิด อย่าให้ความคิดลากไป ฝึกสมาธิแบบอานาปานัสสติ เพื่อสงบสติ อารมณ์ เลิกอกุศลจิต คลายจากฟุ้งซ่าน สร้างวินัย ต้องสร้างกรอบเวลา ฝึกมองภาพรวม คิดให้ครบวงจร หัดมองโลกในแง่ดี พัฒนาสมองด้านขวา

ศรัทธาจริต

ลักษณะ ยึดมั่นอย่างแรงกล้าในบุคคล หลักการหรือความเชื่อถือและความศรัทธา คิดว่าตัวเองเป็นคนดี น่าศรัทธา ประเสริฐ กว่าคนอื่น เป็นคนจริงจัง พูดมีหลักการ

จุดแข็ง มีพลังจิตสูงและเข้มแข็งพร้อมที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคมไปสู่สภาพที่ดีกว่าเดิม มีพลังขับเคลื่อนมหาศาล มีลักษณะความเป็นผู้นำ

จุดอ่อน หูเบา ความเชื่ออยู่เหนือเหตุผล ถูกหลอกได้ง่าย ยิ่งศรัทธามาก ปัญญายิ่งลดน้อยลง จิตใจคับแคบ ไม่ยอมรับความคิดที่แตกต่าง ไม่ประนีประนอม มองโลกเป็นขาวและดำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตนคิดว่าถูกต้อง สามารถทำได้ทุกอย่างแม้แต่ใช้ความรุนแรง

วิธีแก้ไข นึกถึงกาลามสูตร ใช้หลักเหตุผลพิจารณาเหนือความเชื่อ ใช้ปัญญานำทาง และใช้ศรัทธาขับเคลื่อน เปิดใจกว้างรับความคิดใหม่ๆ ลดความยึดมั่นในตัวบุคคลหรืออุดมการณ์ ลดความยึดมั่นในตัวกูของกู

พุทธิจริต

ลักษณะ คิดอะไรเป็นเหตุเป็นผล มองเรื่องต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริงไม่ปรุงแต่ง พร้อมรับความคิดที่แตกต่างไปจากของตนเอง ใฝ่เรียนรู้ ช่างสังเกตุ มีความเมตตาไม่เอาเปรียบคน หน้าตาผ่องใส ตาเป็นประกาย ไม่ทุกข์

จุดแข็ง สามารถเห็นเหตุเห็นผลได้ชัดเจน และรู้วิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างถูกต้อง อัตตาต่ำ เปิดใจรับข้อเท็จจริง จิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่จมปลักในอดีต และไม่กังวลในสิ่งที่จะเกิดในอนาคต พัฒนาปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ เป็นกัลยาณมิตร

จุดอ่อน มีความเฉื่อย ไม่ต้องการพัฒนาจิตวิญญาณ ชีวิตราบรื่นมาตลอด หากต้องเผชิญพลังด้านลบ อาจเอาตัวไม่รอด ไม่มีความเป็นผู้นำ จิตไม่มีพลังพอที่จะดึงดูดคนให้คล้อยตาม

วิธีแก้ไข ถามตัวเองว่าพอใจแล้วหรือกับสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพิ่มพลังสติสมาธิ พัฒนาจิตใจให้มีพลังขับเคลื่อนที่แรงขึ้น เพิ่มความเมตา พยายามทำให้ประโยชน์ให้กับสังคมมากขึ้น

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ธรรมะไทย

และหนังสือ "จริต ๖ ศาสตร์ในการอ่านใจคน" โดย ดร. อนุสร จันทพันธ์ และ ดร. บุญชัย โกศลธนากุล

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ไม่มีหมวดหมู่ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ จริต 6

  1. Visutr พูดว่า:

    ความรู้สึกไม่ได้ดังใจ คือ ทุกข์ของมนุษย์ค่อนโลก พอไม่ได้ดังใจแล้ว แทนที่จะโทษว่าใจตัวเองไปหวังอะไรก็ไม่รู้ลมๆแล้งๆ กลับไปโทษว่าคนอื่นไม่ได้ดังใจเราเสียนี่ แต่กลับไม่มีใครถามตัวเองกลับไปว่า ก็แล้วเราใหญ่มาจากไหนหล่ะ คนอื่นเขาจะต้องทำอะไรตามใจเราทุกอย่างอยู่ฝ่ายเดียว หรือเราคิดแล้วจะต้องเป็นอย่างนั้นตลอด นอกจากนั้น ความจริงที่ต้องตระหนักอีกประการก็คือ คนทุกคนต่างก็มีหัวใจของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ในหัวใจของทุกๆคนก็ต่างมีความรู้สึกและความประสงค์หรือความต้องการที่แตกต่างกันไป เขาถึงมีคำว่า "ต่างจิตต่างใจ" จิตใจนี้เองที่เป็นตัวกำหนดความต้องการ และความต้องการก็จะเป็นตัวกำหนดการกระทำ เพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการนั้น รวมๆแล้ว ทั้งหมดเรียกว่า "พฤติกรรม" อันนี้ก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องการลงทุนเลยหล่ะค่ะว่า ต่างคนต่างต้องการต่างกัน ดังนั้นรูปแบบการลงทุนของนักลงทุนแต่ละท่านจึงต้องแตกต่างกัน ตามแต่ความต้องการ และความสามารถในการรับความเสี่ยงที่ต่างกัน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสอธิบายความต่างของคนเอาไว้ว่า เป็นคนเหมือนกัน แต่กลับไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละคนนั้นมีความชอบไม่เหมือนกัน พฤติกรรมไม่เหมือนกันโดยท่านทรงเรียกสิ่งนี้รวมๆว่า "จริต" คนทุกคนมีจริตต่างกัน จึงคิดต่างกัน เชื่อต่างกัน และทำต่างกัน 1. บางคนรักสวยรักงาม ชอบแต่งตัว ชอบประดิษฐ์ ทำงานช้าแต่งานละเอียด คนประเภทนี้ท่านเรียกว่า คนราคะจริต 2. บางคนใจร้อนหงุดหงิด ชอบแสดงอำนาจเป็นนิสัย ทำอะไรเร็ว พูดเร็ว ไม่สนใจเรื่องละเอียด คนประเภทนี้ท่านเรียกว่า คนโทสะจริต 3. บางคนชอบแสดงว่าตนไม่รู้อะไรไว้ก่อน เพราะปลอดภัย เพราะกลัวผิด กลัวถูกตำหนิ กลัวถูกใช้งาน การไม่รู้คือไม่ต้องทำ เมื่อไม่ทำก็ไม่ผิด ท่านเรียกคนประเภทนี้ว่าคนโมหะจริต 4. บางคนเชื่อง่าย ชื่นชมอะไรง่ายๆ โดยไม่พิจารณา หรือตำหนิง่ายๆ แล้วกลับชื่นชมเมื่อคนอื่นชื่นชม แปลว่ากลับคำได้ง่าย ทำตามคนอื่น ไม่มีจุดคิดเป็นของตัวเองท่านเรียกคนประเภทนี้ว่า คนศรัทธาจริต 5. บางคนชอบคิด ชอบแสดงเหตุผล ชอบศึกษาเรียนรู้ ชอบหาความจริงของเรื่องนั้นๆ เป็นนิสัย ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะได้เห็นด้วยปัญญาของตน ท่านเรียกคนประเภทนี้ว่า คนพุทธิจริต 6. บางคนเป็นคนจับจด ฟุ้งซ่าน ชอบบ่น จู้จี้จุกจิก ทำงานแบบหยิบโหย่ง ไม่จับอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ชอบเป็นผู้ตามมากกว่าผู้นำ คิดมากกังวลมาก ท่านเรียกคนประเภทนี้ว่าคนวิตกจริต ที่ทรงตรัสสอนเรื่องนี้ ก็เพื่อให้คลายทุกข์ที่ผูกติดอยู่กับความเข้าใจผิดว่าคนทุกคนจะต้องคิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน ดังนั้นสิ่งที่เราคิด คนอื่นก็ควรจะคิด สิ่งที่เราทำ คนอื่นก็ควรจะทำ สิ่งที่เรารู้ คนอื่นก็ควรจะรู้ สิ่งที่เราอยาก คนอื่นก็ควรจะอยาก เราจึงหลงเพ้อไปว่า เขาน่าจะทำได้ดั่งใจเราเสมอ ซึ่งมันไม่ใช่ คุณของ "จริต 6" เรื่อง "จริต 6" ที่ทรงตรัสสอนนี้ ทรงคุณในการสร้างปัญญาให้คน เพื่อให้คนคลายหรือผ่อนจากการยึดติด แล้วมีสติที่จะพินิจพิจารณาข้อเท็จจริงที่เที่ยงแท้แน่นอนว่า คนมีหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีธรรมชาติของเขา ซึ่งหากเราเข้าใจได้ดี เราก็สามารถกำหนดวิธีที่จะมีปฏิสัมพันธ์ต่อเขาได้อย่างสอดคล้องกับจริตของคนคนนั้น ปัญหาที่มักจะเกิดอย่างพร่ำเพรื่อหรือเกินจำเป็นก็จะได้ไม่เกิด หรือปัญหาที่เกิดจากใจเราคิดไปเอง หวังไปเอง กะเก็งไปเองก็จะได้ไม่เกิด "หวังผิด" ก็ต้องลงเอยที่ "ผิดหวัง" เป็นธรรมดา… จริงหรือไม่จริง… ขณะเดียวกัน จริต 6 ก็ยังกระตุ้นเตือนให้เราทุกคนหันกลับมาพิจารณาตนเองด้วย ว่าเราก็มี "จริต" ประจำตัวเหมือนกันนะ ใช่ว่าเรานั้นจะวิเศษไปกว่าใครๆ จริตประจำตัวของแต่ละคน มีทั้งข้อดีและข้อด้อย… อะไรเป็นข้อดีก็ให้กำหนดใช้เพื่อนำความดีไปสู่ผู้อื่น และนำความดีมาสู่ตนเอง อะไรเป็นข้อด้อย ก็ให้กำหนดใช้ด้วยความระมัดระวัง และมั่นหมายว่าจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้มีคุณกับชีวิตมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของเราหรือชีวิตของใครก็ตาม จริตทั้งหลายจึงพัฒนาได้ เปลี่ยนแปลงได้ ใช่ว่าเคยเป็นอย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้นไปตลอดชีวิต เพียงแต่จริตนี้เป็น "ธรรมชาติที่ฝังรากลึก" หรือพูดด้วยภาษาทางโลก ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็น "กมลสันดาน" ที่หากไม่ถึงขั้นขุดรากถอนโคน ก็คงไม่หาย ไม่กลาย ไม่เปลี่ยน มนุษย์นั้นเจริญได้ด้วยวิวัฒนาการหรือพัฒนาการ ทางแห่งศีลธรรมจึงถูกออกแบบไว้เพื่อให้เกิดการฝึกกาย วาจา ใจ และจิต รวมทั้งจริตด้วย ให้วิวัฒน์สู่ความละเอียดประณีตตามวัยและการศึกษาที่ก้าวหน้าขึ้น ตามสติที่แข็งแรงและปัญญาที่เรืองรองในตนเอง หรือเกิดจากการชี้แนะแก่กันและกัน เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว ก็โปรดหยุดทุกข์ระทมเพราะเหตุว่าคนก็ดี งานก็ดี ฐานะก็ดี เกียรติยศชื่อเสียงก็ดี ลาภยศสรรเสริญก็ดี ไม่ได้ดั่งใจของเราเสียที หยุดพร่ำบ่นฟูมฟายถอนใจเฮือกๆ ว่า มีลูก ลูกก็ไม่ได้ดั่งใจ มีสามี สามีก็ไม่เอาไหน มีลูกน้อง ลูกน้องก็ไม่เอาอ่าว มีเจ้านาย เจ้านายก็ไม่เอาทะเล นี่เราคิดจากใจเราเองทั้งนั้น ไม่ได้คิดจากใจผู้อื่นหรือผู้เกี่ยวข้อง ไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา เราใส่ใจแต่ใจและความต้องการของตัวเราเองทั้งหมด จึงไม่ได้ดั่งใจสักที ถอนทุกข์ออกจากใจ คือถอนใจออกจากทุกข์ ยังมีทุกข์ในโลกอีกมาก เกิดจากการที่เราเอา "ใจ" ของตัวเองเป็นใหญ่ ขอให้ตระหนักว่าใจนั้นยิ่งใหญ่ แต่จะยกให้มัน "เป็นใหญ่" เสียทีเดียวก็คงไม่ได้… ใจเหมือนเข็มทิศชี้ทาง แต่การเดินทางไปยังทิศที่หมายไว้นั้น ต้องกำหนด "วิธี" ด้วยสติปัญญา จะบุ่มบ่ามเดินตามแต่ใจไปดุ่ยๆ ไม่ได้ เพราะมีโอกาสผิดพลาดเสียหาย ล้มเหลว และเจ็บปวดผิดหวังได้อย่างง่ายดาย เหมือนการดำเนินชีวิต ใจของเรามักเรียกร้องต้องการมากมาย อยากมีบ้านสวยๆ ใหญ่ๆ โก้ๆ อยากมีรถหรูๆ มีรายได้สูงๆ มีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตา มีความสำคัญ มีคนรัก มีครอบครัวที่อบอุ่น ว่านอนสอนง่าย ฯลฯ ในจินตนาการหรือ "ภาพที่ใจคิดขึ้น" เป็นอย่างนั้นได้และง่ายมาก แต่ในการลงมือทำเพื่อให้ได้มาหรือเพื่อไปถึงสิ่งที่ใจอยากนั้น…ไม่ง่ายเลย! หากรู้ความจริงข้อนี้ และไม่ปล่อยใจให้คิดเพ้อ ก็จะทุกข์น้อยลง หรือหากใจมันอยากคิด ก็ให้มันคิดของมันไป เพราะเป็นความสุขทางใจ แต่ในแง่ของความเป็นจริง เราผู้เป็นเจ้าของชีวิตก็ต้องคิดให้แตกว่า อะไรเป็นจริงได้ อะไรเป็นจริงยาก และอะไรไม่มีทางเป็นจริงได้ เพื่อจัดเรียงความสำคัญ ก่อนจะทุ่มเททำเพื่อให้สิ่งที่ใจคิดฝันนั้นเป็นจริงตามเหตุและผล วิธีที่เราจะถอนทุกข์ออกจากใจได้ประการหนึ่ง คือดึงเอาใจออกมาจากกองทุกข์ให้ได้เสียก่อน ใจที่ฝังจมกับความคาดหวัง หวังว่าชีวิตน่าจะเป็นอย่างนี้ คนอื่นน่าจะเป็นอย่างนั้น มันก็เป็นแค่ "ความน่าจะเป็น" เราแขวนชีวิตไว้กับความน่าจะเป็นไม่ได้หรอก ต้องเลือกว่าจะให้ชีวิตเป็นอย่างไร โดยต้องเป็นอะไรก่อน เพื่อจะเป็นอะไรทีหลัง อย่าเพ้อหวังว่าเราจะได้ทุกๆ อย่างดั่งใจในเวลาเดียวกัน มีหลายเรื่องราวในโลกที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเราคนเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับคนอื่นด้วย นึกถึงความจริงข้อนี้ซะ แล้วนึกถึงคนอื่นไปพร้อมๆ กัน จะได้เดินออกจากความเอาแต่ใจ ไปสู่ความเข้าใจและความเห็นใจ ใจจะได้ผ่องแผ้วสดใส และชีวิตก็เบาสบายขึ้น เพราะไม่ต้องทุกข์โดยมี "ใจ" ของตนเป็นต้นเหตุ!!

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s